วันที่นำเข้าข้อมูล 9 มิ.ย. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 9 มิ.ย. 2569
เมื่อวันที่ 9 - 10 พฤษภาคม 2569 ดร. อาลุนไซ สูนนะลาด เลขาคณะบริหารงานพรรคแขวงจำปาสักและประธานสภาประชาชนแขวงจำปาสัก ได้นำคณะผู้บริหารระดับสูงของแขวงเดินทางเยือนจังหวัดทางภาคกลางของเวียดนาม โดยในระหว่างการเยือนได้พบกับกลุ่มบริษัทเวียดนามรายใหญ่ 2 ราย ได้แก่ Sun Group และ Hoang Anh Gia Lai หรือ HAGL Group เพื่อขับเคลื่อนการลงทุนขนาดใหญ่ในด้านการท่องเที่ยวและการเกษตรในแขวงจำปาสัก ดังนี้
1. การหารือกับกลุ่มบริษัท Sun Group
เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ดร. อาลุนไซ สูนนะลาด ได้นำคณะเข้าพบกับคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัท Sun Group ที่นครดานัง เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาและศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนด้านการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ในแขวงจำปาสัก ใน 3 พื้นที่เป้าหมาย ได้แก่
(1) เขตพื้นที่พูสะเหล้า-พูมะโลง เมืองโพนทอง ซึ่งมีจุดชมวิวที่สวยงามเรียบตามลำแม่น้ำโขง เหมาะสำหรับการก่อสร้างกระเช้าลอยฟ้า
(2) เขตพื้นที่พูเพียงบอละเวน (Bolaven Plateau) เมืองปากซอง ซึ่งเป็นเขตภูเขาไฟเก่าที่ดับแล้วมีสภาพอากาศที่เอื้อต่อการสร้างรีสอร์ทระดับพรีเมียม
(3) เขตพื้นที่สีพันดอน เมืองโขง ซึ่งมีลักษณะทางธรรมชาติของเกาะแก่งแม่น้ำโขงที่เป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในการหารือดังกล่าว ผู้บริหารกลุ่มบริษัท Sun Group ได้แสดงความสนใจถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของแขวงจำปาสัก โดยคาดว่าคณะผู้บริหารของกลุ่มบริษัท Sun Group จะเดินทางพร้อมกับคณะผู้แทนนครดานังเพื่อสำรวจความเป็นไปได้ในการลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวในช่วงกลางปี 2569
ทั้งนี้ หากความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นจริง อาจช่วยยกระดับให้แขวงจำปาสักกลายเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่มีมาตรฐานการบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกในระดับสากล เช่นเดียวกับ Ba Na Hillที่นครดานัง ซึ่งมีกลุ่มบริษัท Sun Group เป็นผู้พัฒนาโครงการ
2. การลงนาม MOU กับกลุ่มบริษัท HAGL Group
เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ที่สำนักงานใหญ่ HAGL Group จังหวัดญาลาย (Gia Lai) นายพิมพอน พันดานุวง รองประธานคณะกรรมการปกครองแขวงจำปาสัก และนาย Doan Nguyen Duc ประธานกลุ่มบริษัท HAGL Group ได้ลงนาม MOU เพื่อพัฒนาโครงการปลูกกาแฟบนพื้นที่ 5,000 เฮกตาร์ และการพัฒนาชุมชนของแขวงจำปาสัก โดยมี ดร.อาลุนไซ สูนนะลาด และนาย Nguyen Huu Que รองประธานคณะกรรมการประชาชนจังหวัดญาลาย พร้อมด้วยผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน
โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ของ HAGL Group ในการสร้างพื้นที่ผลิตวัตถุดิบกาแฟขนาดใหญ่รวม 20,000 เฮกตาร์ (ประมาณ 312,500 ไร่) ในเขตสามเหลี่ยมพัฒนา CLV (กัมพูชา-ลาว-เวียดนาม) โดยจะลงทุนในรูปแบบครบวงจรพร้อมก่อสร้างโรงงานแปรรูปขนาดใหญ่ ทั้งนี้ HAGL Group เป็นบริษัทชั้นนำของเวียดนามในด้านการเกษตร และเข้ามาลงทุนใน สปป. ลาว ตั้งแต่ปี 2551 โดยปัจจุบันมีพื้นที่การลงทุนใน สปป. ลาว มากกว่า 40,000 เฮกตาร์ (ประมาณ 250,000 ไร่)
ข้อมูลภาพรวมด้านการท่องเที่ยวและการปลูกกาแฟของแขวงจำปาสัก
ปัจจุบันแขวงจำปาสักมีแหล่งท่องเที่ยวทั้งหมด 244 แห่ง แบ่งเป็น แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ 139 แห่ง ทางประวัติศาสตร์ 43 แห่ง และทางวัฒนธรรม 62 แห่ง มีสถานประกอบกิจการด้านโรงแรมที่พัก 305 แห่ง ร้านอาหาร 233 แห่ง และสถานบันเทิง 12 แห่ง ขณะที่ในปี 2568 แขวงจำปาสักมีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยว จำนวน 728,064 คน แบ่งเป็น นักท่องเที่ยวภายใน 286,941 คน นักท่องเที่ยวต่างประเทศ 307,314 คน และการท่องเที่ยวบริเวณชายแดน 133,809 คน โดยสามารถสร้างรายได้ 94.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในปี 2568 แขวงจำปาสักมีพื้นที่ปลูกกาแฟทั้งหมด 50,270 เฮกตาร์ (ประมาณ 314,187.50 ไร่) สามารถเก็บผลผลิตได้ 49,260 เฮกตาร์ (ประมาณ 307,875 ไร่) ได้ผลผลิตเป็นเมล็ดกาแฟสุก 456,870 ตัน หรือเมื่อทำการแปรรูปเสร็จแล้วจะได้เมล็ดกาแฟ 73,875 ตัน ในภาพรวมแขวงจำปาสักมีการส่งออกกาแฟ 37,406 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 143,159 ดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็น กาแฟอาราบิก้า 22,676 ตัน มูลค่า 94,432 ดอลลาร์สหรัฐ กาแฟโรบัสต้า 13,537 ตัน มูลค่า 42,854 ดอลลาร์สหรัฐ กาแฟลิเบอริก้า 177 ตัน มูลค่า 378 ดอลลาร์สหรัฐ และกาแฟสำเร็จรูป 1,016 ตัน มูลค่า 5,495 ดอลลาร์สหรัฐ
ข้อสังเกต/โอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย
การเยือนนครดานังและจังหวัดญาลายของ ดร. อาลุนไซ สูนนะลาด ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินนโยบายการทูตเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นที่แขวงจำปาสักดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องกับจังหวัดในพื้นที่ใกล้เคียงของเวียดนาม อาทิ จังหวัดกว๋างนาม (Quang Nam) จังหวัดเถื่อเทียน-เว้ (Thua Thien-Hue) และนครโฮจิมินห์ ซึ่งสะท้อนรูปแบบการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจของระหว่างลาว-เวียดนาม ที่มีลักษณะเป็นระบบและต่อเนื่อง ผ่านปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายประการ ได้แก่ การดำเนินงานในระดับผู้นำสูงสุดของแขวง การเข้ามาของกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพการลงทุนระยะยาวและครบวงจร และการอาศัยกรอบความร่วมมือทางการ ความสัมพันธ์ระดับจังหวัด-แขวง เป็นกลไกสนับสนุน
ในส่วนของความสัมพันธ์กับฝ่ายไทย แขวงจำปาสักและจังหวัดอุบลราชธานีได้ดำเนินความร่วมมือระหว่างกันอย่างต่อเนื่องผ่านกลไกการประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนไทย-ลาว ตลอดจนการเดินทางแลกเปลี่ยนการเยือนเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญของแขวงและจังหวัด อาทิ งานบุญประเพณีออกพรรษาแข่งเรือ และงานบุญประเพณีแห่เทียนพรรษา เป็นต้น
ทั้งนี้ พัฒนาการด้านเศรษฐกิจระหว่าง สปป. ลาวและเวียดนามดังกล่าวอาจเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างความร่วมมือที่ส่งเสริมกันโดยใช้จุดแข็งที่มี เช่น ในด้านการเกษตร กลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและเครื่องดื่ม อาจพิจารณาจัดซื้อผลผลิตกาแฟจากโครงการขนาดใหญ่ใน สปป. ลาว เพื่อนำมาแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ผู้ประกอบการไทยมีประสบการณ์ ส่วนในด้านการท่องเที่ยว หากโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่เกิดขึ้น จะเป็นปัจจัยที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่เข้าสู่ลาวใต้ ซึ่งผู้ประกอบการไทยในจังหวัดอุบลราชธานีและพื้นที่ใกล้เคียงสามารถใช้ประโยชน์จากการเชื่อมต่อผ่านด่านสากลช่องเม็ก ทั้งในรูปแบบของการให้บริการที่พักระดับพรีเมียม การให้บริการด้านอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงโปรแกรมการท่องเที่ยวข้ามพรมแดน เป็นต้น
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยที่มีความเชี่ยวชาญในห่วงโซ่อุปทานอาจพิจารณาเข้าไปมีบทบาทในฐานะผู้ให้บริการเชิงเทคนิคและคู่ค้าทางธุรกิจกับบริษัทที่เข้ามาลงทุนใน สปป. ลาว เช่น การให้บริการด้านโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน อุปกรณ์และเทคโนโลยีแปรรูปอาหาร ระบบ cold chain และการบริหารโรงแรม ซึ่งเป็นสาขาที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ ทั้งนี้ การวางตำแหน่งในลักษณะนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากการเติบโตของการลงทุนในแขวงจำปาสักได้โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับกลุ่มทุนใหญ่ซึ่งอาจมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างอยู่แล้ว
**************
แหล่งอ้างอิง
ที่มาภาพ: Facebook: Champamai Newspaper และ HAGL Group
*หมายเหตุ พื้นที่ 1 เฮกตาร์ เท่ากับ 6.25 ไร่