วันที่นำเข้าข้อมูล 11 ก.พ. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 11 ก.พ. 2569
เมื่อกล่าวถึงกาแฟลาวเป็นที่ทราบกันดีว่า ที่ราบสูงบอละเวน (Bolaven Plateau) ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุม แขวงจำปาสัก แขวงสาละวัน แขวงเซกอง และแขวงอัตตะปือทางภาคใต้ของ สปป. ลาว เป็นแหล่งปลูกกาแฟที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ลักษณะเด่นคือมีภูมิประเทศสูงชันตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 1,200 เมตร สภาพอากาศเย็น และเป็นแหล่งดินภูเขาไฟเก่าที่อุดมสมบูรณ์ จึงกลายเป็นศูนย์กลางด้านการเกษตรและการท่องเที่ยวที่สำคัญของ สปป. ลาว กาแฟจากพื้นที่นี้กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก และในระยะที่ผ่านมามีสิ่งที่สร้างความฮือฮาให้แก่วงการกาแฟลาวที่สุดคือ ความร่วมมือระหว่างนักธุรกิจลาวและญี่ปุ่นในการสร้างโรงงานคั่วกาแฟขนาดใหญ่ที่ทันสมัยที่สุดโดยใช้เทคโนโลยีพลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen Energy) ในกระบวนการคั่วกาแฟ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับคุณภาพของกาแฟลาว ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2567 บริษัท Phetsavang Joint Development Coffee Sole Co., Ltd. (PSV) บริษัทเอกชนลาว และบริษัท TSB Greenex บริษัทเอกชนญี่ปุ่น ได้ลงนามสัญญาร่วมกันพัฒนาโรงงานคั่วกาแฟโดยใช้พลังงานไฮโดรเจน ต่อมาในปี 2568 ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัท Lao Green Hydrogen Co., Ltd. ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ Pakse-Japan SME ตั้งอยู่ที่บ้านหมากแงว เมืองปะทุมพอน แขวงจำปาสัก ด้วยทุนจดทะเบียน 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งได้รับทุนสนับสนุนจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) จนกระทั่งเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 บริษัทฯ ได้เริ่มก่อสร้างโรงงานใหม่ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2570 โดยเมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วโรงงานแห่งนี้จะมีกำลังการผลิตกาแฟ 5,000 ตันต่อปี ทั้งนี้ บริษัท ทีทีซีแอล จำกัด (มหาชน) (TTCL) ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างจากประเทศไทยเป็นผู้รับผิดชอบการก่อสร้างโรงงานดังกล่าว
โรงงานแห่งนี้จะเป็นโรงงานคั่วกาแฟด้วยพลังงานไฮโดรเจนแห่งแรกของเอเชีย ทำการผลิตกาแฟโดยใช้ความร้อนในการคั่วกาแฟที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ช่วยให้กาแฟมีกลิ่นหอมและมีรสชาติพิเศษ อีกทั้งยังไม่มีการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในขั้นตอนการผลิตด้วยซึ่งแตกต่างจากการคั่วกาแฟในแบบดั้งเดิม ความสำเร็จของโครงการนี้เกิดจากการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ใน สปป. ลาว ซึ่งมีราคาถูกกว่าประเทศอื่นถึงสามเท่า ทำให้การผลิตไฮโดรเจนมีต้นทุนต่ำและช่วยให้กาแฟลาวสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก นอกจากนี้ การคั่วกาแฟด้วยพลังงานสะอาดยังเป็นใบเบิกทางสำคัญที่ทำให้สินค้าลาวตอบโจทย์มาตรฐานสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งจะช่วยให้กาแฟลาวได้รับการยกเว้นภาษีและเข้าสู่ตลาดยุโรปได้เต็มตัว และยังช่วยสร้างโอกาสใหม่ให้ชาวสวนกาแฟจำหน่ายกาแฟได้ในราคาที่สูงขึ้น โดยมีฉลาก “กาแฟสะอาด 100%” เป็นจุดขายที่ดึงดูดผู้บริโภคระดับพรีเมี่ยมทั่วโลก
อนึ่ง จากข้อมูลสถิติของกรมการค้าต่างประเทศ สปป. ลาว ระบุว่า ในปี 2568 สปป. ลาว มีมูลค่าการส่งออกกาแฟที่ยังไม่ได้แปรรูปประมาณ 216 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกาแฟเป็นสินค้าการเกษตรส่งออกที่สำคัญ ในลำดับที่ 6 รองลงมาจากยางพารา (มูลค่าประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) มันสำปะหลัง (มูลค่าประมาณ 433 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) กล้วย (มูลค่าประมาณ 248 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) น้ำตาล (มูลค่าประมาณ 237 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และแป้งมันสำปะหลัง (มูลค่าประมาณ 225 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตามลำดับ อย่างไรก็ดี นอกจากกาแฟที่ยังไม่ได้แปรรูปแล้ว จากสถิติของสมาคมกาแฟลาวระบุว่า ในปี 2568 มีการส่งออกเมล็ดกาแฟ (Arabica, Robusta, Roasted) และกาแฟสำเร็จรูป ผ่านช่องทางของสมาคมฯ จำนวน 42,314.60 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 186 ล้านดอลลาร์สหรัฐ



ที่มาภาพ: Facebook: ข่าวเศรษฐกิจและสังคม
ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง (ข่าว BIC สถานกงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต)
เอกชนญี่ปุ่นและเอกชนลาวร่วมกันพัฒนาเครื่องคั่วกาแฟไฮโดรเจนที่แขวงจำปาสัก <https://savannakhet.thaiembassy.org/th/content/ttclhydrogencoffeechampasak>
แหล่งอ้างอิง